โบราณวัตถุ

โบราณวัตถุหนองแซง

 

1. บางประการของแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา/บ้านดงเมือง

 

     1.1  ตำแหน่งที่ตั้งของแหล่งโบราณคดี

ปัจจุบันแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภาอยู่ในเขตปกครองของบ้านหมู่ที่ 6 (บ้านดงเมือง) ตำบลม่วงหวานอำเภอหนองแซง  จังหวัดสระบุรี ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของแหล่งโบราณคดีนี้ อยู่ที่ประมาณรุ้งที่ 14 องศา  26 ลิปดา 12 ฟิลิปดา เหนือและ 100 องศา 50 ลิปดา  10 ฟิลิปดา ตะวันออก

     1.2   สภาพโดยทั่วไปของแหล่งโบราณคดี

ในปัจจุบันนี้  พื้นที่ทั้งหมดของแหล่งโบราณคดีนี้อยู่ในกรรมสิทธิ์ของเอกชน  มีโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์การครอบครองที่ดิน  ภายในเขตโบราณคดีมีวัดอู่ตะเภาและโรงเรียนบ้านอู่ตะเภา  เป็นสิ่งก่อสร้างหลัก  นอกจากนี้มีบ้านเรือนราษฎรจำนวนหนึ่งกระจายอยู่

พื้นที่ส่วนใหญ่ของแหล่งโบราณคดีได้ถูกปรับเปลี่ยนใช้เป็นนาข้า  สภาพภูมิประเทศดั้งเดิมจึงถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  โดยมีลักษณะเป็นที่ราบค่อนข้างโล่ง  มีพื้นที่ลักษณะเป็นเนินเตี้ยๆกระจายอยู่หลายแห่ง  แต่พอสังเกตได้ว่าแหล่งโบราณคดีแหล่งนี้เป็นชุมชนโบราณที่มีคูน้ำ 2 วง ล้อมรอบพื้นที่ตอนกลาง 1 วง และล้อมพื้นที่โดยรอบพื้นที่และคูตอนกลางอีก 1 วง ทำให้แบ่งชุมชนนี้ออกเป็น 2  ชั้น  ทั้งนี้แนวคูของเมืองชั้นนอกส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นนาข้าว จึงแทบหมดสภาพแล้ว  โดยเหลือร่องรอยให้เห็นอยู่เป็นแห่งๆเท่านั้น  ส่วนแนวคูของเมืองชั้นในยังมีร่องรอยปรากฏให้เห็นชัดเจน  แม้ว่าจะตื้นเขินไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม  การศึกษาภาพถ่ายทางอากาศก็เห็นได้ชัดเจนว่า  แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นชุมชนโบราณที่มีแนวคู 2  วง ล้อมรอบพื้นที่ที่แบ่งออกเป็น 2 ชั้น  ชั้นในเป็นรูปวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 240 เมตร  มีแนวคูล้อมรอบยาวประมาณ 1300 เมตร  ถัดออกไปเป็นพื้นที่ชั้นนอกซึ่งมีผังเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน มีคูล้อมรอบ  คูแต่ละด้านยาวประมาณ 1000 เมตร

ในอดีตนั้น  คูของแหล่งโบราณคดีนี้  มีน้ำจากคลองบ้านโคกกลางซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำป่าสักไหลลงมาหล่อเลี้ยง  โดยไหลลงสู่คูชั้นนอกที่มุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ  ส่วนคูชั้นในนั้นได้รับน้ำจากคูชั้นนอกตามแนวทางน้ำที่เชื่อมจากคูชั้นนอกด้านตะวันออกกับคูชั้นในด้านตะวันออก  นอกจากนี้ยังมีทางน้ำที่ระบายน้ำออกขากคูชั้นในด้านใต้ลงสู่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของคูชั้นนอกซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมต่ออยู่กับคลองบ้านโคกกลางที่มีแนวน้ำไหลต่อไปตามพื้นที่ราบลุ่มทางใต้ของแหล่งโบราณคดีนี้จนระบายลงสู่ทะเลในที่สุด

 

 

ภาพถ่ายทางอากาศของแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา

               

         1.3  ประวัติงานโบราณคดีที่เมืองโบราณอู่ตะเภาก่อน พ.ศ. 2535

ช่วงเวลาหลายปีก่อนที่ภาควิชาโบราณคดีจะดำเนินการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภานั้น  ได้มีนักวิชาการบางท่านให้ความสนใจและดำเนินการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของแหล่งโบราณคดีนี้ไว้บ้างแล้ว  ดังนี้

                 1.3.1    รองศาสตราจารย์ศรีศักดิ์  วัลลิโภดม (2510) ได้ศึกษาแหล่งโบราณคดีนี้ร่วมกับชุมนุมศึกษาวัฒนธรรมโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัศิลปากร เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2509  แม้ว่าบทความทางวิชาการที่กล่าวถึงแหล่งโบราณคดีนี้จะไม่ได้นำเสนอรายละเอียดมากนัก  แต่ก็ได้เผยแพร่ให้ทราบเป็นครั้งแรกว่าโบราณคดีนี้เป็นชุมชนโบราณที่มีคูน้ำล้อมรอบและมีตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับชื่ออู่ตะเภาของเมืองโบราณแห่งนี้และเมืองโบราณอื่นๆในภาคกลางของประเทศไทยที่มีชื่อเดียวกันหรือคล้ายกัน  โดยเชื่อว่าอาจเป็นชุมชนที่เป็นจุดจอดเรือสำเภาที่เดินทางเข้ามาค้าขายกับชุมชนต่างๆในภาคกลางของประเทศไทยในสมัยโบราณ

                 1.3.2    รองศาสตราจารย์ทิวา  ศุภจรรยาและผู้ช่วยศาสตราจารย์ผ่องศรี  วนาสิน (2523) ได้ศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อวิจัยเรื่องความสำคัญระหว่างตำแหน่งของชุมชนสมัยโบราณในภาคกลางของประเทศไทยกับแนวชายฝั่งทะเลสมัยโบราณ และเห็นว่าชุมชนโบราณแห่งนี้เคยอยู่ชายฝั่งทะเลและอาจมีความสัมพันธ์กับเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันในภาคกลางของประเทศไทย

1.3.3    รองศาสตราจารย์พิริยะ  ไกรฤกษ์ (2533) เคยเสนอความเห็นว่าชุมชนโบราณแห่งนี้สามารถจะติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนโบราณเมืองศรีเทพ  จ.เพชรบูรณ์ได้ง่ายโดยทางแม่น้ำป่าสัก  ซึ่งแสดงนัยว่าเมืองโบราณแห่งนี้อาจมีอายุสมัยร่วมกับเมืองศรีเทพ

       1.4   ประวัติการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอู่ตะเภา

ใน พ.ศ. 2535 ภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร  ได้เริ่มจัดทำโครงการขุดค้นครั้งแรกที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา  ตำบลม่วงหวาน  อำเภอหนองแซง  จังหวัดสระบุรี  การปฏิบัติงานโบราณคดีครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 11- 29  มีนาคม 2535  โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งเพื่อเป็นการค้นคว้าหาความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้และเพื่อเป็นการฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาเอกโบราณคดี

ต่อมาใน พ.ศ. 2536  ภาควิชาโบราณคดีได้นำนักศึกษาไปดำเนินการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา  อำเภอหนองแซง  จังหวัดสระบุรี  ระหว่างวันที่ 11- 29  มีนาคม 2536

ลักษณะของเมืองโบราณบ้านดงเมือ

2. รายละเอียดของการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอู่ตะเภา

                การปฏิบัติงานขุดค้นทางโบราณคดีของภาควิชาโบราณคดี  ที่เมืองโบราณอู่ตะเภาทั้ง 2 ครั้ง  ใน พ.ศ. 2535 และ 2536  ได้ใช้วิธีการมาตรฐานของงานขุดค้นทางโบราณคดี  ทั้งนี้มีรายละเอียดของการปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอน  ดังนี้

       2.1 การเลือกพื้นที่ขุดค้น

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภาได้ถูกไถเกรดปรับระดับเพื่อใช้เป็นนาข้าว  ชั้นทับถมทางโบราณคดีส่วนใหญ่จึงถูกรบกวนและทำลายไปแล้ว  ยกเว้นเฉพาะบางบริเวณทางครึ่งตะวันออกของเขตเมืองชั้นในที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ปลอดการทำลายชั้นหลักฐานทางโบราณคดี  ด้วยเหตุนี้ภาควิชาโบราณคดีจึงตัดสินใจเลือกขุดค้นส่วนหนึ่งของพื้นที่เมืองชั้นในเท่านั้น

พื้นที่ส่วนที่เลือกขุดค้นนั้น  มีลักษณะเป็นเนินดินเตี้ยๆ  อยู่ริมแนวคูชั้นในด้านตะวันออก  และอยู่ห่างจากวัดอู่ตะเภาไปทางตะวันออกประมาณ 150 เมตร  โดยรอบเนินเป็นนาข้าว  จุดสูงสุดของเนินนี้สูงจากพื้นที่นารอบๆ ประมาณ 1.50 เมตร  ตัวเนินมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ

         2.2 ระบบผังหลุมขุดค้น 

การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้เลือกใช้ระบบการสร้างหลุมขุดค้นแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส  โดยกำหนดให้มุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเจดีย์ประธาน  หน้าอุโบสถวัดอู่ตะเภาเป็นจุดรังวัดอ้างอิง  แล้วสร้างหมุดโครงงานตายตัวขึ้นที่พื้นที่ขุดค้น  โดยหมุดโครงงานนี้อยู่ห่างจากมุมตะวันออกเฉียงเหนือของเจดีย์ที่ใช้เป็นหมุดรังวัดอ้างอิงไปทางทิศเหนือ  53 เมตร และห่างไปทางตะวันออก 120 เมตร

จากหมุดโครงงาน  ได้สร้างเส้นแกนรังวัดหลักตามแนวทิศเหนือ – ใต้  และเส้นแกนหลักตามแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก ออกจากจุดรังวัดหลักตายตัวนี้   ถัดจากนั้นจึงสร้างตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้าง – ยาวด้านละ  4 เมตรออกจากเส้นแกนหลักตามแนวทิศ  ซึ่งก็เท่ากับเป็นการแบ่งพื้นที่เนินที่จะขุดค้นทั้งหมดออกเป็นตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้าง  4 เมตรนั่นเอง

การขุดค้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2535  ได้เลือกขุดค้นในพื้นที่ตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวน 7 ตาราง หรือ 7 หลุดขุดค้น  ส่วนการขุดค้นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2536  ได้เลือกขุดค้นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสอีก  6 ตารางหรือ                   6 หลุมขุดค้น  รวมทั้งสิ้นได้ขุดค้นในหลุมขุดค้นขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว  4 เมตร จำนวน 13  หลุม  คิดเป็นเนื้อที่ขุดค้น 208  ตารางเมตร

         2.3 วิธีการขุดค้น

การขุดค้นโบราณคดีที่เมืองอู่ตะเภาทั้ง 2  ครั้ง  ใช้วิธีการขุดค้นระบบผสมระหว่างการขุดค้นระดับชั้นดินสมมุติและชั้นทับถมทางวัฒนธรรม  กล่าวในเชิงทฤษฎีแล้ว  การขุดค้นระบบผสมหมายความว่า  ในกรณีที่ผู้ขุดค้นไม่สามารถแยกแยะชั้นทับถมทางวัฒนธรรมหรือชั้นดินธรรมชาติได้ชัดเจน  จะขุดค้นลงไปตามระดับความลึกที่กำหนดขึ้นเอง  โดยการขุดค้นที่เมืองอู่ตะเภาได้กำหนดให้ขุดครั้งละ  10 เซนติเมตร  แต่เมื่อใดที่สามารถแยกแยะชั้นทับถมทางวัฒนธรรมหรือชั้นดินธรรมชาติได้ชัดเจน ก็จะเปลี่ยนการขุดค้นตามระดับสมมุติมาเป็นการขุดลอกตามชั้นทางวัฒนธรรมหรือชั้นดินธรรมชาติทันที  โดยขุดลอกชั้นทับถมของหลักฐานทางโบราณคดีออกทีละน้อยจนกว่าจะหมดชั้นนั้นๆ

        2.4 หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในการขุดค้น

ในการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภานั้น  ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่ระดับผิวดิน  และพบว่ามีหลักฐานทางโบราณคดีทับถมเป็นชั้นหนาต่อเนื่องไปจนถึงระดับลึกจากผิวดินเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ได้พบว่าชั้นหลักฐานทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีนี้หนาประมาณ 1 เมตรเท่านั้นเอง

นอกเหนือจากชั้นทับถมของโบราณวัตถุแล้ว  หลักฐานทางโบราณคดีประเภทสำคัญที่พบในการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภาสามารถแยกได้เป็น  2  กลุ่มหลัก คือ โบราณศิลปวัตถุ(artefacts) และนิเวศน์วัตถุ (ecofacts) ทั้งนี้มีรายละเอียดของหลักฐานทางโบราณคดีแต่ละกลุ่มดังนี้

               2.4.1 โบราณศิลปวัตถุ

หลักฐานทางโบราณคดีประเภทนี้หมายถึงวัตถุที่คนประดิษฐ์หรือดัดแปลงออกมาจากวัสดุธรรมชาติ  เพื่อให้มีหน้าที่ใช้งาน  โดยอาจเป็นเครื่องมือใช้สอยหรือเครื่องประดับ

โบราณศิลปวัตถุที่พบในการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา  แบ่งออกได้เป็นชนิดต่างๆ ตามวัสดุที่ใช้ทำดังนี้

                    2.4.1.1 โบราณศิลปวัตถุทำด้วยดินเผา แบ่งออกเป็นสิ่งของประเภทต่างๆ ดังนี้

2.4.1.1.1 เศษภาชนะดินเผา

เป็นหลักฐานทางโบราณคดีประเภทที่พบมากที่สุดและมีความหลากหลายมาก  เศษภาชนะดินเผาที่ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ จากภาชนะดินเผา ได้แก่

  • เศษขอบปากภาชนะ
  • เศษคอภาชนะ
  • เศษไหล่ภาชนะ
  • เศษคอภาชนะ
  • เศษตัวภาชนะ
  • เศษก้น/ฐานภาชนะ

การศึกษาเศษจากส่วนต่างๆของภาชนะดินเผาดังกล่าวข้างต้นนั้น  ได้พบว่ามี 2 กลุ่มที่มีเศษจากภาชนะดินเผาประเภทสำคัญอยู่ด้วย ดังนี้

ก.เศษไหล่ภาชนะ

ได้พบว่ามีเศษชิ้นส่วนจากภาชนะทรงก้นกลม  ลักษณะรูปทรงค่อนข้างแป้น  ช่วงไหล่ภาชนะหักเป็นสันที่มีมุมแหลม  ตัวภาชนะช่วงล่างมักตกแต่งด้วยเชือกทาบที่ประทับจาก 2 ทิศทางให้รอยประทับของเชือกตัดกันเป็นตาราง  ภาชนะดินเผาแบบนี้มีชื่อเรียกกันในหมู่นักโบราณคดีไทยว่า “หม้อมีสัน”  ซึ่งเป็นภาชนะดินเผาที่พบเสมอในแหล่งโบราณคดีที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบในภาคกลางของประเทศไทย  ทั้งนี้มักพบโบราณศิลปวัตถุที่มีลักษณะศิลปะแบบทวารวดีตามแหล่งโบราณคดีดังกล่าวด้วย  ภาชนะดินเผาแบบนี้จึงมักถูกใช้เป็นหลักฐานกำหนดอายุสมัยแหล่งโบราณคดีอยู่ในช่วงที่นิยมศิลปะแบบทวารวดี  ซึ่งเชื่อกันว่ามีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 – 16

ตัวอย่างชิ้นส่วน “หม้อมีสัน” ที่พบในการขุดค้นเมืองอู่ตะเภา

 

ข. เศษตัวภาชนะ

เศษตัวภาชนะดินเผาที่พบในการขุดค้นที่แหล่งเมืองโบราณอู่ตะเภานั้นแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะการตกแต่งผิวได้เป็นหลายกลุ่ม  แต่กลุ่มที่สำคัญได้แก่ที่ตกแต่งด้วยการกดประทับให้เกิดลวดลายอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม  ซึ่งในการขุดค้นครั้งนี้พบไม่มากนัก ประกอบด้วยลายดอกไม้ในกรอบสี่เหลี่ยม  และลายรูปบุคคลขี่ม้าในกรอบสี่เหลี่ยม

ภาชนะดินเผาที่ตกแต่งด้วยวิธีนี้  เป็นอีกประเภทหนึ่งที่จัดเป็นของวัฒนธรรมในสมัยที่นิยมศิลปะแบบทวารวดี

เศษภาชนะดินเผามีลายกดประทับในกรอบสี่เหลี่ยม  พบในการขุดค้นเมืองอู่ตะเภา

                                 2.4.1.1.2 ชิ้นส่วนก้อนดินเผามีตราประทับรูปสิงห์ในท่านั่ง

2.4.1.1.3 ชิ้นส่วนตุ๊กตารูปคนและสิงห์

2.4.1.1.4 ตะคันหรือตะเกียงขนาดเล็ก

2.4.1.1.5 ลูกกระสุนสำหรับใช้กับคันกระสุนลักษณะแบบคันธนู

2.4.1.1.6 แว สำหรับใช้ในการปั่นเส้นด้ายจากเส้นใย

2.4.1.1.7 เบี้ย ทำจากเศษภาชนะดินเผา โดยตกแต่งให้มีลักษณะเป็นแผ่นกลมแบบ

2.4.1.1.8 แม่พิมพ์ขนาดเล็กสำหรับหล่อโลหะทรงก้อนกลมแบนขนาดเล็กๆ

                    2.4.1.2 โบราณศิลปวัตถุทำด้วยหิน ประกอบด้วย

2.4.1.2.1       ต่างหูทำจากหินตระกูลหยก

2.4.1.2.2        หินบด

2.4.1.2.3        ชิ้นส่วนประติมากรรม เป็นชิ้นเล็กมาก จึงไม่สามารถสืบย้อนได้ว่าแตกหักมาจากประติมากรรมที่มีรูปร่างลักษณะใด

อย่างไรก็ตาม  ราษฎรบ้านดงเมืองเคยพบชิ้นส่วนประติมากรรมที่ทำจากหินมาบ้างแล้ว  โดยชิ้นที่มีขนาดใหญ่มีอยู่ 2 ชิ้น  ชิ้นแรกเป็นกรอบประติมากรรมขนาดใหญ่มลายผักกูดแบบของศิลปะทวารวดี  ส่วนชิ้นที่ 2 เป็นประติมากรรมรูปกวางหมอบที่มักพบสัมพันธ์กับธรรมจักรตามแหล่งเมืองโบราณสมัยที่นิยมศิลปะแบบทวารวดี

ชิ้นส่วนประติมากรรมมีลายผักกูดแบบศิลปะทวารวดี

ประติมากรรมรูปกวางหมอบ

2.4.1.3 โบราณศิลปวัตถุทำด้วยโลหะ แบ่งย่อยออกได้เป็น

       2.4.1.3.1 วัตถุที่ทำด้วยสำริด ประกอบด้วย

                2.4.1.3.1.1           กระพรวนขนาดเล็ก

                2.4.1.3.1.2           ต่างหู

       2.4.1.3.1.3           ชิ้นส่วนกำไรข้อมือ

       2.4.1.3.1.4           สำริดแผ่นกลมแบน อาจเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสิ่งของต่างๆ

       2.4.1.3.2 วัตถุที่ทำด้วยเหล็ก ประกอบด้วยชิ้นส่วนจากเครื่องมือเหล็ก

       2.4.1.3.3 วัตถุที่ทำด้วยตะกั่ว แบ่งได้เป็น

       2.4.1.3.3.1           ต่างหู

                2.4.1.3.3.2           ก้อนตะกั่ว ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสิ่งของต่างๆ

2.4.1.4 โบราณศิลปวัตถุทำด้วยแก้ว ประกอบด้วยลูกปัดแก้วซึ่งแบ่งออกตามรูปทรงได้เป็น 4 แบบใหญ่ๆ ดังนี้

    2.4.1.4.1 ลูกปัดทรงกลม – เกือบกลม หมายถึงลูกปัดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับหรือเกือบเท่ากับความยาวของลูกปัด

    2.4.1.4.2 ลูกปัดทรงกระบอก หมายถึงลูกปัดที่มีความยาวมากกว่าขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง

    2.4.1.4.3 ลูกปัดทรงกระบอกสั้น หมายถึงลูกปัดที่มีขนาดความยาวน้อยกว่าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ทั้งโดยมีความยาวไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง

   2.4.1.4.4 ลูกปัดทรงแผ่นกลมแบน หมายถึงลูกปัดที่มีความยาวไม่เกิน 1 ใน 3 ของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอนึ่ง  ลูกปัดแก้วที่พบในการขุดค้น  ยังแบ่งออกได้ว่าประกอบด้วยสีต่างๆ  ดังนี้

สีเขียวเข้ม

สีเขียวอ่อน

สีส้ม

สีแดง

สีน้ำตาลปนแดง

สีน้ำตาลอ่อน

สีเหลือง

สีดำ

สีฟ้า

สีน้ำเงิน

ตัวอย่างลูกปัดแก้วที่พบในการขุดค้นเมืองอู่ตะเภา

ลูกปัดแก้วที่ราษฎรบ้านดงเมืองพบในพื้นที่นา

2.4.1.5 โบราณศิลปวัตถุที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ ประกอบด้วย

                             2.4.1.5.1 เครื่องมือปลายแหลมทำจากกระดูกยาวของสัตว์ เป็นเครื่องมือปลายแหลมขนาดเล็กๆ น่าจะใช้เป็นส่วนปลายหรือคมของเครื่องมือประเภทแหลน หลาว และลูกศร

2.4.1.5.2 เครื่องประดับประเภทจี้ห้อยคอทำจากงาช้าง มีสภาพชำรุด ไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่า หากมีสภาพสมบูรณ์จะมีลักษณะเป็นแผ่นแบน ทรงวงรี ยาว 7.8 ซ.ม. กว้าง 6.5 ซ.ม. ด้านบนแกะสลักให้มีลักษณะเป็นวงรีและวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตรงกลางสุดแกะสลักเป็นหลุม อาจทำสำหรับฝังหินสีประดับแผ่นงาช้างชิ้นนี้

เครื่องประดับทำจากงาช้าง พบในการขุดค้นเมืองอู่ตะเภา

2.4.2 นิเวศน์วัตถุ

                หลักฐานทางโบราณคดีประเภทนี้ หมายถึงสิ่งของที่มิใช่ประดิษฐ์กรรมของมนุษย์  ไม่มีการดัดแปลงตกแต่งให้เปลี่ยนหน้าที่ใช้งาน  แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์  โดยมนุษย์นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง  จึงสามารถใช้แปลความไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวมนุษย์  พฤติกรรมทางวัฒนธรรมของมนุษย์ และสภาพแวดล้อมของมนุษย์ได้

นิเวศน์วัตถุที่พบในการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา ได้แก่ กระดูก ฟัน และเขาของสัตว์ การวิเคราะห์เบื้องต้นพอจะแยกได้ว่ามาจากสัตว์ชนิดต่างๆอย่างน้อย ดังนี้

หมู มีทั้งหมูเลี้ยงและหมูป่า

วัว – ควาย

สัตว์ในกลุ่มกวาง

เก้ง

ปลา

เต่า

ตะพาบ

หอยขม – หอยโข่ง

เห็นได้ชัดเจนว่า กระดูกสัตว์ที่ขุดค้นพบนั้น  มาจากทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า รวมทั้งจากสัตว์น้ำ  หลักฐานทางโบราณคดีประเภทซากสัตว์ที่ขุดค้นพบนั้น  นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าประชากรสมันโบราณที่เมืองอู่ตะเภามีการหาอาหารเสริมด้วยการล่าสัตว์ป่าและสัตว์น้ำแล้ว  ยังแสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าและพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำคงมีอยู่รอบๆและไม่ไกลจากชุมชนโบราณแห่งนี้ด้วย

4. สรุปเบื้องต้น

                การพิจารณาหลักฐานทางโบราณคดีประเภทชั้นทับถมของโบราณวัตถุที่พบว่าเป็นชั้นหนาประมาณ 1 เมตร ทั้งนี้โดยโบราณวัตถุที่พบในชั้นทับถมมีลักษณะเหมือนกันตลอดตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบนของชั้นทับถม แสดงให้เห็นว่า ชุมชนโบราณแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรวัฒนธรรมเดียวและน่าจะเป็นการอาศัยสมัยเดียว

และเมื่อพิจารณาจากโบราณศิลปวัตถุแบบเด่นที่สามารถใช้เป็นสิ่งบ่งชี่อายุสมัยได้ (diagnostic artefacts) ทั้งที่พบในการขุดค้นของภาควิชาโบราณคดีและที่ราษฎรท้องถิ่นพบโดยบังเอิญที่แหล่งเมืองโบราณอู่ตะเภาบ่งชี้ว่า การอยู่อาศัยสมัยโบราณสมัยเดียวที่แหล่งโบราณคดีนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่นิยมศิลปะแบบทวารวดี ดังนั้นจึงเป็นไปได้มากว่าอายุแบบสัมบูรณ์ของแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภาก็คือราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 16 นั่นเอง

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ

บริเวณเนินรอบคูเมืองของแหล่งโบราณคดีบ้านดงเมือง วัดอู่ตะเภา

เบี้ยดินเผา

ระดับ 55 – 65 cmDt

ระดับ 65 – 75 cmDt

มาตราส่วน 1 : 1

แวดินเผา

ระดับ 55 – 65 cmDt

ระดับ 85 – 95 cmDt

ระดับ 125 – 135 cmDt

มาตราส่วน 1 : 1

มาตราส่วน 1 : 1

ชิ้นส่วนพวยการูปหัวไก่ ทำจากดินเผาเนื้อแกร่ง (stoneware)

                                เคลือบน้ำเคลือบสีเขียวมะกอกโปร่งใสจากระดับ 0 – 55 cmDt

มาตราส่วน 1 : 1

ส่วนขาภาชนะ                                                                                     ส่วนขาภาชนะ

จากระดับ 65 – 75 cm Dt                                                  จากระดับ 75 – 85 cm Dt

ชิ้นส่วนพวยกาจากระดับผิวดิน

ชิ้นส่วนพวยกาจากระดับ 75 – 85 cm Dt

มาตราส่วน 1 : 1

ชิ้นส่วนพวยกาจากระดับ 0 – 55 cm Dt

เศษภาชนะดินเผาที่กระจัดกระจายบริเวณเนินดิน

อยู่รอบๆบริเวณคูเมืองอู่ตะเภา

ภาชนะดินเผาที่พบ ปัจจุบันอยู่ที่วัดอู่ตะเภา

ภาชนะดินเผารูปมะเฟือง

กี๋ ภาชนะดินเผาใช้สำหรับรองเวลาเผาเครื่องปั้นดินเผา

เศษแก้วและเศษหินขัดกระจักกระจายอยู่บริเวณเนินดินวัดอู่ตะเภา

แวดินเผา  กระสุนดิน และแป้นดินเผา

แวดินเผา พบบริเวณเนินดินซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการทอผ้า

กระสุนและแวดินเผาที่พบบริเวณเนินดิน

เครื่องปั้นดินเผาที่พบ

ด้านในเครื่องปั้นดินเผาเป็นลายเส้นๆ รอบวง

แท่นประทับทำจากดินเผา

ลายด้านในของแท่นประทับ

เครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบ

เครื่องปั้นดินเผาลายขีด

ขวานหินในรูปทรงต่างๆ

หินดุและหินแท่งบดยา

แท่งหินบดยาที่พบมาจากบริเวณเนินรอบคูเมือง

แท่นหินที่สลักเป็นลายผักคูด

แท่นหินที่พบมีลักษณะเป็นสลักลิ่ม

หินสลักรูปเทวรูปขนาดเล็ก สมบัติของ ร.ร. หนองแซง

แท่งประทับขนาดเล็กทำจากหินด้านบนเป็นรูปสัตว์

พระพุทธรูปที่พบแต่ถูกพอกจนลักษณะผิดไปจากเดิม

โลหะที่พบบริเวณเนินคูเมือง  แผ่นทองตรงกลางเป็นภาพสลักรูปสัตว์

ตุ้มหูทองคำที่พบบริเวณเนินดินวัดอู่ตะเภา

เครื่องประดับเป็นโลหะ  สำริดและตะกั่ว

ลูกปิดแก้วทำจากหินคาร์เนเลียน

ลูกปัดที่ทำจากแก้วสีและดินเผา

ลูกปัดที่มีสีน้ำตาล ลายเป็นทางๆทำจากหินโอนิกซ์  ลูกปัดที่มีสีน้ำตาลเข้มทำจากหินอาเกต

ลูกปัดหินสีส้มทำมาจากหินคาร์เนเลียน

ลูกปัดเป็นแท่งทำจากหินโอนิกซ์

กำไรทำจากหินสีเขียว

บรรณานุกรม

ศิลปากร,กรม. แหล่งโบราณคดีในประเทศไทยเล่ม 2. กรุงเทพมหานคร, โรงพิมพ์ชุมชนการเกษตรแห่งประเทศไทย,  2531

สุรพล  นาถะพินธุ. รายงานสรุปย่อผลการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา บ้านดงเมือง ต.ม่วงหวาน  อ.หนองแซง  จ.สระบุรี. ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี

มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2542

อัจฉรา กุลโชติ และปรียานุช      เส็งหะพันธุ์. รายงานการขุดค้นเบื้องต้นแหล่งโบราณคดีเมืองโบราณบ้านดงเมือง หลุมขุดค้น บี 1. ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี

มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2535